มาถึงตอนที่สองน่ะค่ะ เนื่องด้วยเมื่อคืนเมา วันนี้ก็เลยไม่มีปัญญาตื่นไปดูพระอาทิตย์ขั้นที่นครวัด อย่างที่ได้เพลนเอาไว้ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน ออกเดินทางด้วยพาหนะคู่ชีพ ตุ้กตุ๊ก หรือที่นี่เรียกว่า เลาะเมาะ มอโต (ถ้าสะกดผิดก็ขออภัยด้วยน่ะค่ะ)
_resize.JPG)
คนขับชื่อพี่เมตตา เบอร์ 4908 พูดภาษาไทยได้ค่ะ แต่จะแบบงงๆหน่อย ตลอดเวลา แต่โอเค ซื่อๆเชื่องๆค่ะ ตอนนั้นเวลาประมาณ 10 โมงเช้า แดดส่องเปรี้ยงๆค่ะ แด่ว่าขับไปสักพัก หนาวแฮะ หนาวมากๆอ่ะ แอบสั่นนิดๆ ง่าม่ะมีคนให้กอดด้วยจิ คนข้างๆเค้าคงม่ะยอม 555 ก็เลยได้แต่กอดอกแบนๆของตัวเองไปตามระเบียบ (อย่างงว่าทำไมบางทีเจ้าของบลอคมีความคิดแบบหื่นๆ อันนั้นคือสันดานดิบของดิชั้นฮ้า หุหุ) มาต่อกันดีก่า ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีก็มาถึงประตูทางเข้า (ไม่แน่ใจว่าเข้าอะไร เพราะไม่มีไกด์ค่ะ) เอาเป็นว่าลงไปถ่ายรูปมาล่ะกัน
_resize.JPG)
มาถึงแล้ว ปราสาทบายอน หรือ บายนในภาษาเขมร
_resize.JPG)
สังเกตุดูปราสาทนี้จะมีหน้าเต็มไปหมด เยอะมากๆจนขี้เกียจนับ
เห็นหน้าบูดอย่างนี้ไม่ได้เป็นไรเลยน่ะ เพียงแต่ว่าคนถ่ายรูปไม่มีการนับค่ะ ชัดแสงเล็งเสร็จเมื่อไหร่ กดเมื่อนั้น ไม่ต้องเก็ก (เพราะเก็กไปก็ไม่ดูดีขึ้น) ไม่ต้องตั้งตัวอะไรทั้งนั้น รูปก็เลลยออกมาเป็นแบบนี้อ่ะแหละ
_resize_resize.JPG)
สองหน้าชนกัน
_resize.JPG)
เด็กที่เห็นคนนี้ม่ะใช่ จูออน แต่อย่างใด เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เดินตามเรามาแล้วก็ชอบมาแอบหลังเสาทำท่าเขินให้เราอยากถ่ายรูป 555 จะว่าไปก็น่ารักดีเหมือนกันน่ะ แต่เค้าไม่ได้เข้ามาขอเงินน่ะค่ะ ตั้งแต่เหยียบดินแดนเขมรมาจนถึงเวลานั้น ยังไม่เจอคนมาขอเงินเลยสักคน ไม่เจอคนหลอกด้วย หรือเค้าพยายามแล้วแต่ทำอะไรเราไม่ได้ 555

เดินมาจนสุดทางแล้ว ก็เจอเด็กเขมรอีกคนนึง หน้าตามอมแมมพอใช้ได้ คาดว่าคงได้รับการเลี้ยงดูที่ดีพอระดับนึง เราก็เลยกลายร่างเป็นนางฟ้าใจดี เอาลูกอมไปแบ่งเค้ากิน
_resize_resize.JPG)
ถัดมาไปปราสาทตาพรมค่ะ โดนส่วนตัวแล้วคิดว่าที่นี่สวยที่สุด มันพังเยอะที่สุดแต่ดูแล้วได้ความรู้สึกมากว่าอ่ะ แถวบ้านเรียกว่าดูแล้วอินมากๆ
ที่นี่มีรูปแกะสลักอยู่อันนึงที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์มาก สันนิษฐานว่าอาจจะเคยมีคนเจอตัวเป็นอยู่ก็ได้น่ะ ใครจะรู้เมื่อสมัยนั้น
_resize.JPG)
ต่อมาเป็นรากต้นสปงที่มีอายุประมาณ 300 กว่าปี และเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ปราสาทนี้พังทลายเอยจะไม่เหลือซาก
_resize_resize.JPG)
นี่เป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น ยังมีอีกห้องนึง จะเป็นห้องที่มีพนัง 2 ด้าน ที่เหลือเป็นประตู แต่ถ้าเข้าไปในห้องนี้แล้วทุบหน้าอก จะได้ยินเสียงสะท้อนที่ดังมาก และจะดังเฉพาะการทุบที่หน้าอกเท่านั้น ไปตบหน้าคนอื่นก็อาจจะไม่มีเสียงechoเกิดขึ้น อันนี้ยังไม่กล้าลองแตะเราลองตบส่วนอื่นของตัวเองแล้วไม่เวิร์ค เนื่องจากประทับใจปราสาทนี้มาก ก็เลยไม่ค่อยได่ถ่ายรูป มัวแต่เก็บภาพไว้ด้วยตา แล้วก็พยายามจำมันลงไปในใจแทน น่าน เน่าซ่ะ แต่ขอนอกเรื่องหน่อยดีก่า เรามีเพื่อนอยู่คนนึง เจอกันที่อังกฤษ เค้าไม่มีกล้องอ่ะทั้งๆที่ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินซื้อกล้องน่ะ แต่เค้พูดว่า การเก็บภาพไว้ด้วยตา บันทึกลงที่ใจ จะอยู่ได้นานที่สุด และไม่ว่าคุณจะจำภาพนั้นแทบไม่ได้แล้วก้ตาม แต่ความรู้สึกต่อภาพนั้นจะยังมีอยู่เสมอ
โอเค กลับมาที่ต่อไปกัน ก็เวลาเหลือเยอะ แล้วก็คิดว่าอยากจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่นครวัด ก็เลยไปดูพิพิธภัณฑ์กับระเบิด Land Mine Museum ไปถึงแล้วอยากจะร้องไห้ กับระเบิดที่กู้แล้ววางกองเป็นพะเนินเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนบนโลกนี้ที่มีความต้องการที่จะทำลายล้างกันเองสูงขนาดนี้ และแล้วพี่เมตตาของเราก็เกิดไอเดีย อยากเป็นนายแบบ เราก็เลยจัดให้

เป็นการสาธิตการยิงระเบิด อะไรสักอย่างนี่แหละที่เราสามคนก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่ก้เสียวๆอยู่น้า
พอเดินดูกันได้ที่แล้วก็เลยนั่งรถกลับไปที่นครวัด โอ้ไม่อยากจะพูดเลยว่าอยู่ที่นี่ หัวแดงแล้วแดงอีก ก็ถนนที่นี่เต็มไปด้วยฝุ่น ขนาดที่ว่าเราสระผมทุกวัน และน้ำล้างผมกลายเป็นสีแดงเลย
ถึงแล้ว นครวัด ทางเข้า โคปุระชั้นกลาง
_resize.JPG)
ลองดูที่ทางขึ้นดูสิ โอ้แม่เจ้า ชันกว่านี้มีอีกมั้ยและไม่ใช่แค่ชันเท่านั้นน่ะ แต่ล่ะขั้นนี้ลาดซะทั้งหักทั้งมน โหกว่าจะขึ้นถึงเสียวมาก คือมันไม่ได้เหนื่อยอย่างนั้นหรอกน่ะ เพียงแต่ว่ามันไม่มีที่เกาะและบันไดมันอยู่มานานมากแล้วจนเหลี่ยมมันหายไปอ่ะ เร้าใจสุดๆ
_resize.JPG)
กำลังนั่งจองที่รอดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่ค่ะ แล้วมันก้กำลังตกแต่ว่าขณะนั้น................ก็โดนเจ้าหน้าที่มาไล่ให้ออกไปได้แล้วเพราะว่า 6 โมงเย็นแล้วค่ะ ได้เวลาปิด ซะงั้นอ้า

แต่ไม่ยอม ขากลับเราบากบั่นมุ่งมันมากที่จะหานางอัปสราตัวเดียวในนครวัดที่ยิ้มเห็นฟัน ใช้เวลาหานานมากน่ะค่ะเพราะเราไม่มีไกด์มาคอยชี้ให้ สรุปว่ากว่าจะหาเจอพระอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าไปแล้ว มันไม้ได้สวยขนาดนั้นหรอกน่ะค่ะ แต่มันอาจจะแค่แปลกอ่ะ เรามาเอบคิดว่าคนสมัยก่อนอาจจะขี้เล่นก็ได้อ่ะ ก็เลยสลักหินให้นางอัปสราตนนี้ยิ้มเห็นฟัน แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าๆ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งแปลกที่คนส่วนมากมาหาดูกัน
_resize_resize.JPG)
และแล้วก็ได้เวลากลับไปอาบน้ำกินข้าว ก่อนกลับแวะดูผลไม้ที่ขายข้างทาง แต่ไม่อร่อยเลยอ่ะ รสชาติคล้ายๆแอปเปิ้ลสตาร์ที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ก็เลยซื้อมะม่วงกลับมา 2 ลูก รักษาน้ำใจแม่ค้าหน่อน มะม่วงก็ประมาณมะม่วงป่าอ่ะ เหนียวๆ แต่พอแหลกได้กันตาย เพราะตอนนั้นหิวมาก ขากลับเราต้องผ่านดงลิงป่าค่ะ พี่เมตตาของเราคงนึกว่าเรารักสัตว์อยากให้อาหารลิง เลยหยุดรถ แล้วไงเหรอค่ะ ปรากฏว่าหัวหน้าจ่าฝูงลิงก็ขึ้นมารุมรถเรา แล้วเอามะม่วงเราไปทั้งถุงเลยอ่ะ ขอบอกว่าน่ากลัวมาก มันปืนขึ้นมาบนตักเราเลยอ่ะ แล้วเล็บมันน่ะ ทั้งยาวทั้งแหลมอ่ะ พี่ที่ถือถุงอยู่เลยต้องยอมมัน สรุปคือออกรถทั้งน้ำตาค่ะ อาลัยมะม่วง 2 ลูกนั้นมาก เพราะ..............หิวโคดๆ
และแล้วในที่สุด ก็ถึงรังตาย Pub Street เรารีบจ้ำอ้าวไปที่นี่เลย ร้านนี้แนะนำมาก จำไม่ค่อยได้ว่าชื่อ Soup Dragon หรือ Dragon Soup นี่แหละ อยู่สุดทางของ Pub Street เลย มีแกงชื่ออะไรจำไม่ค่อยได้แต่อยู่หน้าหลังสุดของเมนูเลย เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ ประมาณสุกี้บ้านเรา อร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และที่สำคัญ ถูกด้วย เรากินกันสองคน 1 หญิงที่กินเก่งมากแต่ไม่ค่อยอึด และอีก 1 ชายที่ทั้งกินเก่งและอึด กินกันจนเกือบอ๊วก สนนราคาอยู่ที่ 5 เหรียญเท่านั้น โอ้แม่เจ้า ไม่รู้จะพูดคำไหน มันทั้งอร่อยและถูกดีจริงๆ เอาเป็นว่าใครคิดที่จะไปเสียมเรียบแล้วไม่ได้กินร้านนี่ เราขอบอกว่าท่านไปไม่ถึงเสียมเรียบแล้วหล่ะ น้ำซุปหวานกลมกล่อม เนื้อตุ๋นนุ่มลิ้นกำลังดี และหอมมาก กินกับบะหมี่แบนลวก เติมความเด็ดด้วยน้ำจิ้มที่เราแนะนำว่าให้ใส่ทุกอย่างในพวงปรุง คลุกให้เข้ากัน จะได้น้ำจิ้มที่อร่อยจนหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
เช่นเคยท่อมาไกลถึงนี่แล้วต้องไม่พลาดการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เราได้ทำการสุ่มสำรวจมาแล้วจากชาวเขมร 10 คน ทั้งหมดล้วนบอกว่าเธคที่ชื่อ Zone One นั้นเด็ดที่สุดในเสียมเรียบแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่รอช้า จับรถพี่เมตตาบึงไปทันที แต่พอเข้าไปแล้ว แม่เจ้า Zone One ที่ว่าเจ๋งนั้น เปิดเพลงพี่ยิ่งยง ยอดบัวงาม เวอร์ชั่น half Thai half Khmer โอ้เราได้ปลอบกันเองว่า เอาว่ะ มาถึงนี่แล้วลองซักหน่อย พอมีเด็กมาเชียร์เบียร์เท่านั้นแหละ 2 ชาวไทยใจหายวาบ ลุกขึ้นโดยพลัน เพราะราคาเบียร์ขวดเล็กนั้นตกอยู่ที่ 3.25 เหรียญต่อขวด แพงกว่าที่ the Themple ใน Pub Street อยู่ 6 เท่าตัว เราจึงตัดสินใจ move our asses back to the Temple 555 ขอเมาด้วยราคาที่ถูกลงมาถึงแม้จะเป็นบรรยากาศที่ออกจะอินเตอร์ไปหน่อยก็ตาม คืนนี้มีโอกาศได้ดวลฝีมือการแทงพลูกันด้วย วัดกันไปเลยว่าใครเมา ไม่เมา ปรากฏว่าเสมอ 555

สรุปอิชั้นเมากำลังดี ด้วยเบียร์ + วอดก้า และคอกเทลต่างๆนาๆ ที่หามามอมเมากันเอง สรุปว่าวันนี้ดีกว่าเมื่อวานค่ะ มีปัญญาหอบสังขารตัวเองกลับห้อง พร้อมแปรงฟัน เปลี่ยนชุดนอน ถอดคอนแทคเลนส์ แต่เพื่อนร่วมงานตัวใหญ่ที่ไปด้วย ปากบอกไม่เมาค่ะ แต่ไขกุญแจเข้าห้องตัวเองไม่ได้ 555 เด็กจุฬา มีหรือจะสู้เด็ก มหิดลอินเตอร์ได้ 555 ถ้าเรื่องสมองไม่เถียงค่ะ กว่าจะเข้าจุฬาได้ ต้องฉลาดแน่นอน แต่เรื่องสิ่งมึนเมานั้น อิชั้นสู้ขาดใจ อุอุ
โปรดติดตามตอนต่อไปว่าชั้นจะสามารถตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขั้นที่นครวัดได้หรือไม่ เพราะถ้าพลาดวันพรุ่งนี้ก็จะพลาดไฮไลท์สำคัญไปเลย
To be continued...................................