journeys

ไปเขมรมาค่ะ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้ไปขี้เกียจอัพบลอกอยู่ที่ไหนน้า จริงๆแล้วไปทำงานค่ะ แต่เนื่องจากความอยากส่วนตัว บวกกับมีคนร่วมขบวนบ้าด้วย ก็เลยไปตั้งแต่วันศุกร์แล้วก้อยู่ที่เสียมเรียบเสาร์ อาทิตย์ ส่วนวันจันทร์ถึงวันพุธก็ทำงาน

อาจมีคนสงสัยว่า ทำไมต้องไปทำงานที่เขมร ก้พอดีว่าบริษัทที่ทำงานอนู่มีการลงทุนที่เขมร ก็เลยไปทำ Market Opening ที่นั่น

เริ่มกันเลยดีกว่า

วันแรก - ออกเดินทางตอนเย็นวันศุกร์ ด้วยเที่ยวบิน PG 915

มาถึงแล้วก็เช็คอินที่ Phuket Hostel ด้วยราคา 5 USD ต่อคืน อยู่ในย่าน Pub Street เลย สะดวกมากๆ แล้วจะเล่าต่อไปว่าทำไม ห้องใหญ่มากและสะอาดไม่น่าเชื่อ ห้องที่พักเหมือนจะเป็นห้องส่วนตัวเลยอ่ะ เราไปกัน 2 คนก็เลยเปิด 2 ห้อง แต่คืนนั้นมีแค่ 2 ห้องนี้ที่ว่างแล้วก็เป็นห้องน้ำรวม แต่ว่าโชคเข้าข้าง มันเป็นห้องน้ำรวมที่ใช้กันแค่ 2 ห้องนี้ แถมยังมีประตูใหญ่กั้นอีกชั้นหนึง ประมาณว่าเป็นโซนส่วนตัวเลย ประทับใจ

เรียบร้อยแล้วไปกินมื้อค่ำที่ร้านชื่อดังที่สุด ที่เป็นร้านโปรดของเจ๊โจลี่ The Red Piano

อีกรูปเป็นบรรยากาศในร้าน สวยมาก

อาหารก็พอกินได้อ่ะน่ะค่ะ แต่ราคาค่อนข้างสูงถ้าเทียบกับร้านอื่นๆในระแวกนั้น จากนั้นก็ได้โอกาศย้ายไปสิงสู่ที่ๆราคาถูกกว่า ถ้าใครไปแนะนำร้านนี้ค่ะ ยิ่งดึกยิ่งคึก The Temple Club

เบียร์ถูก เหยือล่ะ 3 เหรียญ คอกเทล ซื้อ 1 แถม 1 3 เหรียญเหมือนกัน วอดก้าชอร์ตละ 1 เหรียญ เพิ่มความเมา สรุปว่าคืนแรกเมาค่ะ 555 แต่ด้วยความที่ร้านกลับที่พักอยู่ห่างกันแค่ 20 เมตร เลยทำให้ชาวไทยทั้งสองสามรถแบกสังขารตัวเองกลับได้โดยสวัสดิภาพ เย็ๆ (รู้แล้วใช่ม้า ว่าพักที่นี่ดียังไง)

ต่อวันที่สองตอนหน้าน่ะจ๊ะ

มาถึงตอนที่สองน่ะค่ะ เนื่องด้วยเมื่อคืนเมา วันนี้ก็เลยไม่มีปัญญาตื่นไปดูพระอาทิตย์ขั้นที่นครวัด อย่างที่ได้เพลนเอาไว้ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ยังมีอีกวัน ออกเดินทางด้วยพาหนะคู่ชีพ ตุ้กตุ๊ก หรือที่นี่เรียกว่า เลาะเมาะ มอโต (ถ้าสะกดผิดก็ขออภัยด้วยน่ะค่ะ)

คนขับชื่อพี่เมตตา เบอร์ 4908 พูดภาษาไทยได้ค่ะ แต่จะแบบงงๆหน่อย ตลอดเวลา แต่โอเค ซื่อๆเชื่องๆค่ะ ตอนนั้นเวลาประมาณ 10 โมงเช้า แดดส่องเปรี้ยงๆค่ะ แด่ว่าขับไปสักพัก หนาวแฮะ หนาวมากๆอ่ะ แอบสั่นนิดๆ ง่าม่ะมีคนให้กอดด้วยจิ คนข้างๆเค้าคงม่ะยอม 555 ก็เลยได้แต่กอดอกแบนๆของตัวเองไปตามระเบียบ (อย่างงว่าทำไมบางทีเจ้าของบลอคมีความคิดแบบหื่นๆ อันนั้นคือสันดานดิบของดิชั้นฮ้า หุหุ) มาต่อกันดีก่า ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีก็มาถึงประตูทางเข้า (ไม่แน่ใจว่าเข้าอะไร เพราะไม่มีไกด์ค่ะ) เอาเป็นว่าลงไปถ่ายรูปมาล่ะกัน

มาถึงแล้ว ปราสาทบายอน หรือ บายนในภาษาเขมร

สังเกตุดูปราสาทนี้จะมีหน้าเต็มไปหมด เยอะมากๆจนขี้เกียจนับ

เห็นหน้าบูดอย่างนี้ไม่ได้เป็นไรเลยน่ะ เพียงแต่ว่าคนถ่ายรูปไม่มีการนับค่ะ ชัดแสงเล็งเสร็จเมื่อไหร่ กดเมื่อนั้น ไม่ต้องเก็ก (เพราะเก็กไปก็ไม่ดูดีขึ้น) ไม่ต้องตั้งตัวอะไรทั้งนั้น รูปก็เลลยออกมาเป็นแบบนี้อ่ะแหละ

สองหน้าชนกัน

เด็กที่เห็นคนนี้ม่ะใช่ จูออน แต่อย่างใด เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่เดินตามเรามาแล้วก็ชอบมาแอบหลังเสาทำท่าเขินให้เราอยากถ่ายรูป 555 จะว่าไปก็น่ารักดีเหมือนกันน่ะ แต่เค้าไม่ได้เข้ามาขอเงินน่ะค่ะ ตั้งแต่เหยียบดินแดนเขมรมาจนถึงเวลานั้น ยังไม่เจอคนมาขอเงินเลยสักคน ไม่เจอคนหลอกด้วย หรือเค้าพยายามแล้วแต่ทำอะไรเราไม่ได้ 555

เดินมาจนสุดทางแล้ว ก็เจอเด็กเขมรอีกคนนึง หน้าตามอมแมมพอใช้ได้ คาดว่าคงได้รับการเลี้ยงดูที่ดีพอระดับนึง เราก็เลยกลายร่างเป็นนางฟ้าใจดี เอาลูกอมไปแบ่งเค้ากิน

ถัดมาไปปราสาทตาพรมค่ะ โดนส่วนตัวแล้วคิดว่าที่นี่สวยที่สุด มันพังเยอะที่สุดแต่ดูแล้วได้ความรู้สึกมากว่าอ่ะ แถวบ้านเรียกว่าดูแล้วอินมากๆ

ที่นี่มีรูปแกะสลักอยู่อันนึงที่มีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์มาก สันนิษฐานว่าอาจจะเคยมีคนเจอตัวเป็นอยู่ก็ได้น่ะ ใครจะรู้เมื่อสมัยนั้น

ต่อมาเป็นรากต้นสปงที่มีอายุประมาณ 300 กว่าปี และเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้ปราสาทนี้พังทลายเอยจะไม่เหลือซาก

นี่เป็นแค่ส่วนนึงเท่านั้น ยังมีอีกห้องนึง จะเป็นห้องที่มีพนัง 2 ด้าน ที่เหลือเป็นประตู แต่ถ้าเข้าไปในห้องนี้แล้วทุบหน้าอก จะได้ยินเสียงสะท้อนที่ดังมาก และจะดังเฉพาะการทุบที่หน้าอกเท่านั้น ไปตบหน้าคนอื่นก็อาจจะไม่มีเสียงechoเกิดขึ้น อันนี้ยังไม่กล้าลองแตะเราลองตบส่วนอื่นของตัวเองแล้วไม่เวิร์ค เนื่องจากประทับใจปราสาทนี้มาก ก็เลยไม่ค่อยได่ถ่ายรูป มัวแต่เก็บภาพไว้ด้วยตา แล้วก็พยายามจำมันลงไปในใจแทน น่าน เน่าซ่ะ แต่ขอนอกเรื่องหน่อยดีก่า เรามีเพื่อนอยู่คนนึง เจอกันที่อังกฤษ เค้าไม่มีกล้องอ่ะทั้งๆที่ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินซื้อกล้องน่ะ แต่เค้พูดว่า การเก็บภาพไว้ด้วยตา บันทึกลงที่ใจ จะอยู่ได้นานที่สุด และไม่ว่าคุณจะจำภาพนั้นแทบไม่ได้แล้วก้ตาม แต่ความรู้สึกต่อภาพนั้นจะยังมีอยู่เสมอ

โอเค กลับมาที่ต่อไปกัน ก็เวลาเหลือเยอะ แล้วก็คิดว่าอยากจะไปดูพระอาทิตย์ตกที่นครวัด ก็เลยไปดูพิพิธภัณฑ์กับระเบิด Land Mine Museum ไปถึงแล้วอยากจะร้องไห้ กับระเบิดที่กู้แล้ววางกองเป็นพะเนินเลย ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนบนโลกนี้ที่มีความต้องการที่จะทำลายล้างกันเองสูงขนาดนี้ และแล้วพี่เมตตาของเราก็เกิดไอเดีย อยากเป็นนายแบบ เราก็เลยจัดให้

เป็นการสาธิตการยิงระเบิด อะไรสักอย่างนี่แหละที่เราสามคนก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร แต่ก้เสียวๆอยู่น้า

พอเดินดูกันได้ที่แล้วก็เลยนั่งรถกลับไปที่นครวัด โอ้ไม่อยากจะพูดเลยว่าอยู่ที่นี่ หัวแดงแล้วแดงอีก ก็ถนนที่นี่เต็มไปด้วยฝุ่น ขนาดที่ว่าเราสระผมทุกวัน และน้ำล้างผมกลายเป็นสีแดงเลย

ถึงแล้ว นครวัด ทางเข้า โคปุระชั้นกลาง

ลองดูที่ทางขึ้นดูสิ โอ้แม่เจ้า ชันกว่านี้มีอีกมั้ยและไม่ใช่แค่ชันเท่านั้นน่ะ แต่ล่ะขั้นนี้ลาดซะทั้งหักทั้งมน โหกว่าจะขึ้นถึงเสียวมาก คือมันไม่ได้เหนื่อยอย่างนั้นหรอกน่ะ เพียงแต่ว่ามันไม่มีที่เกาะและบันไดมันอยู่มานานมากแล้วจนเหลี่ยมมันหายไปอ่ะ เร้าใจสุดๆ

กำลังนั่งจองที่รอดูพระอาทิตย์ตกดินอยู่ค่ะ แล้วมันก้กำลังตกแต่ว่าขณะนั้น................ก็โดนเจ้าหน้าที่มาไล่ให้ออกไปได้แล้วเพราะว่า 6 โมงเย็นแล้วค่ะ ได้เวลาปิด ซะงั้นอ้า

แต่ไม่ยอม ขากลับเราบากบั่นมุ่งมันมากที่จะหานางอัปสราตัวเดียวในนครวัดที่ยิ้มเห็นฟัน ใช้เวลาหานานมากน่ะค่ะเพราะเราไม่มีไกด์มาคอยชี้ให้ สรุปว่ากว่าจะหาเจอพระอาทิตย์ก็เกือบจะลับขอบฟ้าไปแล้ว มันไม้ได้สวยขนาดนั้นหรอกน่ะค่ะ แต่มันอาจจะแค่แปลกอ่ะ เรามาเอบคิดว่าคนสมัยก่อนอาจจะขี้เล่นก็ได้อ่ะ ก็เลยสลักหินให้นางอัปสราตนนี้ยิ้มเห็นฟัน แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าๆ มันก็เลยกลายเป็นสิ่งแปลกที่คนส่วนมากมาหาดูกัน

และแล้วก็ได้เวลากลับไปอาบน้ำกินข้าว ก่อนกลับแวะดูผลไม้ที่ขายข้างทาง แต่ไม่อร่อยเลยอ่ะ รสชาติคล้ายๆแอปเปิ้ลสตาร์ที่เคยเห็นตอนเด็กๆ ก็เลยซื้อมะม่วงกลับมา 2 ลูก รักษาน้ำใจแม่ค้าหน่อน มะม่วงก็ประมาณมะม่วงป่าอ่ะ เหนียวๆ แต่พอแหลกได้กันตาย เพราะตอนนั้นหิวมาก ขากลับเราต้องผ่านดงลิงป่าค่ะ พี่เมตตาของเราคงนึกว่าเรารักสัตว์อยากให้อาหารลิง เลยหยุดรถ แล้วไงเหรอค่ะ ปรากฏว่าหัวหน้าจ่าฝูงลิงก็ขึ้นมารุมรถเรา แล้วเอามะม่วงเราไปทั้งถุงเลยอ่ะ ขอบอกว่าน่ากลัวมาก มันปืนขึ้นมาบนตักเราเลยอ่ะ แล้วเล็บมันน่ะ ทั้งยาวทั้งแหลมอ่ะ พี่ที่ถือถุงอยู่เลยต้องยอมมัน สรุปคือออกรถทั้งน้ำตาค่ะ อาลัยมะม่วง 2 ลูกนั้นมาก เพราะ..............หิวโคดๆ

และแล้วในที่สุด ก็ถึงรังตาย Pub Street เรารีบจ้ำอ้าวไปที่นี่เลย ร้านนี้แนะนำมาก จำไม่ค่อยได้ว่าชื่อ Soup Dragon หรือ Dragon Soup นี่แหละ อยู่สุดทางของ Pub Street เลย มีแกงชื่ออะไรจำไม่ค่อยได้แต่อยู่หน้าหลังสุดของเมนูเลย เป็นเมนูขึ้นชื่อของที่นี่ ประมาณสุกี้บ้านเรา อร่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และที่สำคัญ ถูกด้วย เรากินกันสองคน 1 หญิงที่กินเก่งมากแต่ไม่ค่อยอึด และอีก 1 ชายที่ทั้งกินเก่งและอึด กินกันจนเกือบอ๊วก สนนราคาอยู่ที่ 5 เหรียญเท่านั้น โอ้แม่เจ้า ไม่รู้จะพูดคำไหน มันทั้งอร่อยและถูกดีจริงๆ เอาเป็นว่าใครคิดที่จะไปเสียมเรียบแล้วไม่ได้กินร้านนี่ เราขอบอกว่าท่านไปไม่ถึงเสียมเรียบแล้วหล่ะ น้ำซุปหวานกลมกล่อม เนื้อตุ๋นนุ่มลิ้นกำลังดี และหอมมาก กินกับบะหมี่แบนลวก เติมความเด็ดด้วยน้ำจิ้มที่เราแนะนำว่าให้ใส่ทุกอย่างในพวงปรุง คลุกให้เข้ากัน จะได้น้ำจิ้มที่อร่อยจนหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

เช่นเคยท่อมาไกลถึงนี่แล้วต้องไม่พลาดการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เราได้ทำการสุ่มสำรวจมาแล้วจากชาวเขมร 10 คน ทั้งหมดล้วนบอกว่าเธคที่ชื่อ Zone One นั้นเด็ดที่สุดในเสียมเรียบแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่รอช้า จับรถพี่เมตตาบึงไปทันที แต่พอเข้าไปแล้ว แม่เจ้า Zone One ที่ว่าเจ๋งนั้น เปิดเพลงพี่ยิ่งยง ยอดบัวงาม เวอร์ชั่น half Thai half Khmer โอ้เราได้ปลอบกันเองว่า เอาว่ะ มาถึงนี่แล้วลองซักหน่อย พอมีเด็กมาเชียร์เบียร์เท่านั้นแหละ 2 ชาวไทยใจหายวาบ ลุกขึ้นโดยพลัน เพราะราคาเบียร์ขวดเล็กนั้นตกอยู่ที่ 3.25 เหรียญต่อขวด แพงกว่าที่ the Themple ใน Pub Street อยู่ 6 เท่าตัว เราจึงตัดสินใจ move our asses back to the Temple 555 ขอเมาด้วยราคาที่ถูกลงมาถึงแม้จะเป็นบรรยากาศที่ออกจะอินเตอร์ไปหน่อยก็ตาม คืนนี้มีโอกาศได้ดวลฝีมือการแทงพลูกันด้วย วัดกันไปเลยว่าใครเมา ไม่เมา ปรากฏว่าเสมอ 555

สรุปอิชั้นเมากำลังดี ด้วยเบียร์ + วอดก้า และคอกเทลต่างๆนาๆ ที่หามามอมเมากันเอง สรุปว่าวันนี้ดีกว่าเมื่อวานค่ะ มีปัญญาหอบสังขารตัวเองกลับห้อง พร้อมแปรงฟัน เปลี่ยนชุดนอน ถอดคอนแทคเลนส์ แต่เพื่อนร่วมงานตัวใหญ่ที่ไปด้วย ปากบอกไม่เมาค่ะ แต่ไขกุญแจเข้าห้องตัวเองไม่ได้ 555 เด็กจุฬา มีหรือจะสู้เด็ก มหิดลอินเตอร์ได้ 555 ถ้าเรื่องสมองไม่เถียงค่ะ กว่าจะเข้าจุฬาได้ ต้องฉลาดแน่นอน แต่เรื่องสิ่งมึนเมานั้น อิชั้นสู้ขาดใจ อุอุ

โปรดติดตามตอนต่อไปว่าชั้นจะสามารถตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขั้นที่นครวัดได้หรือไม่ เพราะถ้าพลาดวันพรุ่งนี้ก็จะพลาดไฮไลท์สำคัญไปเลย

To be continued...................................

ว่าแล้วเราก็มาถึงวันที่ 3 กันค่ะ และเป็นดั่งที่คาดไว้ว่า วันนี้ก็ตื่นตี 5 ไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นไม่ไหวอีกแล้ว เริ่มวันด้วยการตื่นนอนตอน 8 โมงครึ่งอาบน้ำแต่งตัวเก็บของกว่าจะเสร็จก็นู้น ได้เวลานัดพอดี 9 โมงเช้า พอลงมาข้างล่างก็เจอคนขับรถแท็กซี่ที่นัดไว้ นั่งหน้าแป้นแล้นรออยู่แล้ว แต่ด้วยความชิลมากๆของเรา ก็บอกพี่แท็กซี่ที่พูดกันไม่รู้เรื่องว่า รอก่อนจะไปกินข้าวช้าวแถวนี้ เดี๋ยวมา พี่แท็กซี่ทำอะไรไม่ได้ ด่าก็ไม่รู้เรื่อง เลยต้องทำใจยอมรับกรรม รอต่อไป ฮ่า

แล้วเราก็เดินมาที่ Pub Street รังตายของเรา วกเข้าร้าน Dragon Soup ที่ทำเราประทับใจเมื่อคืนเพื่อมากินก๋วยเตี๊ยวที่ยังไม่รู้ว่าจะอร่อยเหมือนหม้อไฟเมื่อคืนหรือปล่าว แต่ที่แน่ๆเห็นราคาแล้ว ชามล่ะ 3 เหรียญ แต่ด้วยความขี้เกียจของอิชั้น นั่งแล้วไม่ลุกแน่นอน ก็เลยยอมรับกรรมกินก๋วยเตี๊ยวชามล่ะ 100 กว่าบาทไป แต่ขอโทษเถอะ อร่อยโคตร น้ำซุปหวานกลมกล่อมมาก เข้มข้นไปด้วยผงชูรส ช่างอร่อยนุ่มลิ้นซะนี่กระไร คิดในใจว่าไม่เป็นไร กรูอยู่แค่อาทิตย์เดียวเอง ผงชูรสคงยังทำอะไรกรูไม่ได้ แต่ตอนเก็บเงินนี่สิ ก๋วยเตี๊ยว 2 ม่ะพร้าว 1 กาแฟ 1 ไหงแค่ 1.5 เหรียญเองอ่ะ เราสองคนไทยใจทรามมองหน้ากัน รีบจ่ายเงินแล้วเผ่นออกจากร้านโดยทันที 555 สันดานซะ

โอเคตอนนี้ก็ได้ฤกษ์ออกเดินทางไปพนมกุเลนกันแล้น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ขึ้นเขาทางชัน แคบ และเป็นดินลูกรัง คาดว่าหน้าฝนคงขึ้นไม่ได้ ที่พนมกุเลน ก็จะมีพระใหญ่ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าเฉยๆอ่ะ เมืองไทยก็มีสวยกว่าด้วย แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ การแกะสลักศิวลึงค์บนฐานโยนีใต้ลำธารต่างหาก ลึงค์เพียบเลย เป็นพันๆอัน มีพระวิษนุ และเทพอื่นๆอีกมากมาย แต่ที่amazingที่สุดคือ ทั้งหมดที่ว่ามานั้นอยู่ใต้ลำธารที่ใช้หล่อเลี้ยงคนทั้งเสียมเรียบ

จากนั้นก็ไปน้ำตก ก็เฉยๆน่ะไม่ตื่นเต้นมาก อิอิ เมืองไทยก็มีอ่ะ สวยกว่าด้วย

ลงจากพนมกุเลนก็นั่งรถต่อไปพระตระบอง และกลับเข้าสู่โมดทำงาน แง้ๆ เค้ายังไม่อยากทำงานเลยอ่ะ แต่ ไม่มีเงินเที่ยวแล้วเหมือนกัน สรุปว่าทริปนี้ ถ้าไม่รวมค่าเครื่องบินและเดินทางกลับประเทศไทย ใช้เงินไปทั้งหมด 165 เหรียญ โอ้จนไปอีก 2 เดือน

ทำงานวันที่ 1 ประชุมกับบริษัทญี่ปุ่นที่มาขอซื้อ methane credit จากโปรเจกที่เราลงทุนไปแล้ว ประชุมแผนงานบริษัทและการดำเนินงาน พร้อมขู่เข็ญเอาข้อมูลมาเพื่อทำ report ของเรา และไป site visit

ขากลับแวะกินส้มตำเขมรที่หมู่บ้านที่มาขอกู้เงินจากบริษัทเราค่ะ แม่ค้าหน้าหวานมาก วิธีการทำค่ะ แตกต่างจากของไทยมากเหมือนกัน ใส่ผักชีฝรั่งกับกระหล่ำปลีด้วย โอ้ที่สำคัญ ใส่ซอสพริกภูเขาทองด้วย

โฉมหน้าจานอร่อย และเนื่องจากหมู่บ้านนี้ฝุ่นเยอะมาก เวลากินไปก็จะเคี้ยวเจอทรายเม็ดเล็ก กรุบๆดี อร่อยไปอีกแบบ พร้อมได้สารอาหารครบถ้วนอิอิ

ทำงานวันที่ 2 Market Opening Seminar, site visit potential clients ไปดู bio gas ที่ฟาร์มหมูมาค่ะ เหม็นแทบอ๊วก ต่อด้วยโรงงานทำอิฐที่ยังใช้คนมาย่ำดินอยู่เลย ทุกอย่าง manual มากมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ต่อด้วยไปดูโรงสีข้าวที่ใช้ Biomass Gasifier ที่พึ่งติดตั้งเครื่องครั้งที่แล้วที่ไปดู มันดำขึ้นเยอะเลยน่ะเนี่ย เครื่องดูเก่าแล้วเพราะเขม่าควัน แต่เดินเครื่องฉิ่วเลย ดีใจที่เห็นเค้าได้ใช้ไฟฟ้า ขากลับแวะนี่เลยตลาดเก่าที่พระตระบอง มีรูปมาให้ดูด้วย เป็นสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสค่ะ แอบชอบมากกว่านครวัดอีก แง้ว มากี่ทีก็จะต้องออกมามองๆ เดินๆ

มีอีกมันเก่ามากๆแล้วอ่ะค่ะ ไม่ได้ดูศิวิไลซ์เท่าไหร่ แต่โดยสันดานแล้ว ชอบของแบบนี้อ่ะ เหมือนกับที่เราคลั่งไค้ลบ้านไทยทรงรัตนโกสินทร์มากๆนั่นอะแหละ

และตบท้ายด้วยคืนเลี้ยงส่งของบริษัทที่เขมรพร้อมกับเลี้ยงวันเกิดพี่ที่ทำงานด้วย และดังภาพเลย เละ................

เบียร์ 3 ลัง 72 กระป๋อง ไวน์ 2 ขวด ร่วมโต๊ะกันทั้งหมดประมาณ 12 คน ดื่มกันจริงๆ 7 คน คิดสภาพสิค่ะ เสร็จจากที่นี่อยากลองของค่ะ sky เธคพระตระบอง เธคที่เดียวในเมืองที่อยู่แค่หลังโรงแรมที่เราพักนี่เอง ไม่น่าล่ะแอบได้ยินเสียงตึงๆตอนดึกๆเจ๋งมาก แต่กว่าจะแอบไปกันได้ต้องวิ่งหนีหางจุกตูดเลยค่ะ กลัวโดนคนแก่ลากไปต่อที่คาราโอเกะ ไม่ได้ไม่ชอบน่ะเกะอ่ะ แต่ลุงๆค่ะ นู๋ยังวัยรุ่นอยู่น่ะ ทั้งร้านมีขายแต่เบียร์ ขวดละ 2.5 เหรียญ โอเค พอรับได้ แต่ที่รับไม่ได้คือ ปิดตอนตี1 อารมณ์กำลังได้เลยไม่ยอม เดินกลับโรงแรมเปิดตู้เย็นเอาเบียร์ออกมาเปิดคนละกระป๋องกับเจ้าของวันเกิด กินต่อจนเกือบตี3 ก็หลับอ่ะจิ 5555 สลบเหมือด แต่ยังสามารถตื่นเช้าเก็บของกลับเมืองไทยได้ โอ้อิชั้นสามารถมาก ถึงโรงเกลือเที่ยง แท็กซี่ตีนผีมาก ใช้เวลา 2 ชั่วโมงจากพระตระบองถึงปอยเปต ขอบอกว่าทางดีขึ้นเยอะเลย ประทับใจ ชอบปิ้งที่โรงเกลือ 4 ชั่วโมงค่ะ เช่าซาเล้งมาขับมันมากเพราะไม่ได้ขับเอง อุอุ แต่ขอบอกว่าตะลอนๆอยู่ที่เขมร 5 วันไม่ดำขึ้นซักนิด อยู่เมืองไทยได้ 4 ชั่วโมงดำแบบเห็นได้ชัด เห็นเป็นรอยนาฬิกาเลยอ่ะ กรี๊ด โชคดีที่เราไหวตัวทัน ยังทาครีมกันแดดที่หน้าไว้ก่อน แต่ตัวนี่อ่ะจิ ตอนแรกไม่ได้กะแวะโรงเกลืออยู่แล้วอ่ะ ขี้เกียจเดิน แต่ผู้ร่วมเดินทางของเรามีสายตามุ่งมั่นมาก เลยต้องยอม เฮ้อ

นั่งรถบ่อนออกจากโรงเกลือ 4 โมง โอ้แม่เจ้า ตีนผีอย่างแรง มาถึงสวนลุมตอน 2 ทุ่มตรงล่ำลากันเรียบร้อยนั่งแท็กซี่กลับบ้านซึ่งปกติใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำกว่า 30 นาที แต่วันนี้เป็นดวงตีนผีค่ะ 15 นาทีก้มาลั้ลลาอยู่หน้าประตูบ้าน รอป่ะป๊าออกมาเปิดประตูบ้านให้

แล้วก็ขอจบทริปทำลายสุขภาพเพียงเท่านี้

คำขวัญประจำใจเวลาออกจากบ้านไปต่างแดน ........ โอ้ แอลกอฮอลล์จงเจริญ โย่ๆ